Archive for the ‘ความรู้ทั่วไป’ Category

บางเรื่องเกี่ยวสุขภาพช่องคลอด เป็นเรื่องสำคัญของคุณผู้หญิงที่อาจจะมองข้ามไป วันนี้ลองมาทำความเข้าใจกันมากขึ้นกับ 25 ข้อนี้กันเถอะค่ะ เพราะเรื่องสุขภาพเป็นเรื่องใหญ๋ควรใส่ใจอย่ามองข้ามนะค่ะ
1. ร่างกายจะสร้างช่องคลอดขึ้นสี่เดือนก่อนหน้าคุณเกิด!!!
ทารกในครรภ์ทุกคนจะมีเนื้อเยื่ออวัยวะเพศ ซึ่งต่อมาจะพัฒนาขึ้นจนกลายเป็นอวัยวะเพศหญิงหรือเพศชาย เมื่อทารกในครรภ์มีอายุได้ 10 สัปดาห์ ถ้าหากว่าดีเอ็นเอระบุว่าเป็นทารกเพศชาย ร่างกายก็จะเริ่มสร้างองคชาตและลูกอัณฑะขึ้น “แต่ถ้าหากว่าเป็นทารกเพศหญิง ช่องคลอดก็จะเริ่มต้นเป็นรูปเป็นร่าง”
2. เยื่อพรหมจารีอาจไม่มีทุกคน
ถ้าหากตอนมีเพศสัมพันธ์ครั้งแรกคุณไม่มีเลือดออก เป็นไปได้ว่าเยื่อพรหมจารีของคุณอาจขาดตอนเล่นกีฬาหรือตอนสอดใส่แทมพอน หรือไม่อย่างนั้นก็อาจแปลว่าคุณเกิดมาโดยไม่มีเยื่อพรหมจารีก็เป็นได้ และที่แปลกยิ่งกว่านี้ก็คือ ผู้หญิงบางคนอาจมีเยื่อพรหมจารีหนามากเสียจนกระทั่งต้องผ่าตัดเอาออก จึงจะสามารถมีเพศสัมพันธ์หรือสอดแทมพอนได้
3. ช่วงหนึ่งนิ้วแรกคือช่วงที่มีความรู้สึกได้ไวที่สุด
แม้ว่าช่วงสองนิ้วที่อยู่ลึกเข้าไปจะคือบริเวณที่สามารถรับความรู้สึกได้ เข้มข้นที่สุด แต่บริเวณช่วงหนึ่งนิ้วแรกที่อยู่ตอนปลายของช่องคลอด จะรับความรู้สึกพึงพอใจได้ดีที่สุด “บริเวณนี้คือบริเวณอันเป็นที่รวมของปลายประสาท”
4. ช่องคลอดคือส่วนหนึ่งของอวัยวะสืบพันธุ์เท่านั้น
ผู้หญิงจำนวนมากนึกว่าช่องคลอด หมายถึงอวัยวะสืบพันธุ์ทั้งหมด “แม้ว่าปุ่มคลิตอริส แคมนอกและท่อปัสสาวะ จะอยู่ห่างกันเพียงแค่ประมาณหนึ่งนิ้ว แต่ทั้งหมดคืออวัยวะคนละส่วนกัน”
ถ้าเช่นนั้นช่องคลอดคืออะไรกันแน่ ช่องคลอดคืออวัยวะที่มีลักษณะเป็นท่อ เป็นกล้ามเนื้อ และมีความชุ่มชื้น จุดเริ่มต้นคือจากบริเวณแคมในยื่นลงมาในอุ้งเชิงกรานเป็นระยะประมาณสามนิ้ว ส่วนปลายที่อยู่ปากมดลูก (ช่องแคบๆที่นำไปสู่ท่อปัสสาวะ) หน้าที่ของช่องคลอดคือเพื่อให้ความสุขทางเพศ เป็นช่องทางที่เลือดประจำเดือนไหลออกและเป็นเส้นทางให้กำเนิดทารก
5. การมีเซ็กซ์เป็นผลดีต่อช่องคลอด
ไม่ว่าคุณจะใช้วิธีช่วยตัวเอง หรือมีเซ็กซ์กับคนรักก็ตาม การมีเซ็กซ์จะทำให้ช่องคลอดมีสุขภาพดีขึ้น “การได้เกร็งกล้ามเนื้อบริเวณช่องคลอดจะช่วยให้กล้ามเนื้อแข็งแรงและมีสุขภาพดี” นอกจากนี้เวลาที่ถูกกระตุ้นแล้วเกิดอารมณ์ ช่องคลอดจะได้รับการหล่อลื่น ทำให้เกิดความชุ่มชื้นและไม่รู้สึกระคายเคืองได้ง่าย
6. บางคนอาจมีน้ำหล่อลื่นมาก แต่บางคนก็อาจมีน้อย
เวลาที่คุณมีอารมณ์ทางเพศ ผนังช่องคลอดจะรู้สึกร้อนและมีน้ำหล่อลื่นไหลออกมา ผู้หญิงบางคนจะมีน้ำหล่อลื่นมากจนถึงกับเปียกแฉะ แต่บางคนก็เพียงรู้สึกชื้นๆเท่านั้น
7. บริเวณช่องคลอดมีแบคทีเรียอยู่เป็นจำนวนมาก
แบคทีเรียที่ว่าคือแบคทีเรียที่มีประโยชน์ เพราะมันช่วยป้องกันไม่ให้ร่างกายติดเชื้อ มีแบคทีเรียประมาณ 15 ชนิดด้วยกันที่อาศัยอยู่ในช่องคลอด และช่วยทำให้ช่องคลอดมีสภาวะเป็นกรด ซึ่งจะทำให้แบคทีเรียที่เป็นอันตรายไม่สามารถเจริญเติบโตได้
8. ปุ่มกระสันอยู่ลึกเข้าไปข้างใน
ลึกเข้าไปในช่องคลอดประมาณหนึ่งนิ้ว คือจุดที่เรียกว่า “จีสปอต” หากต้องการรู้ว่าจุดนี้อยู่ตรงไหน คุณอาจใช้นิ้วมือล้วงเข้าไป ก้อนเนื้อเล็กๆขนาดเท่ากับเหรียญสลึง ที่มีลักษณะตะปุ่มตะป่ำ คือจุดที่ว่านี้ ลองลูบคลำจุดนี้ดูจนกระทั่งรู้สึกว่าถูกกระตุ้นเต็มที่ ความรู้สึกกระสันที่เกิดขึ้นอาจทำให้ร่างกายของคุณสั่นไปทั้งตัว และนี่ก็คือการถึงออกัสซั่ม
9. สองด้านของอวัยวะเพศอาจไม่เท่ากัน
เหมือนๆกับเต้านม ซึ่งข้างหนึ่งอาจใหญ่กว่าอีกข้าง อวัยวะเพศก็เช่นกัน “ขนาดของคุณอาจไม่เท่ากัน แต่ขอให้รู้ว่าเรื่องนี้ปรกติอย่างยิ่ง นอกจากนี้ขนาดและรูปทรงของอวัยวะไม่มีผลต่อสุขภาพและความพึงพอใจที่จะได้รับอีกด้วย”
10. อาจใช้ศัลยกรรมตกแต่งอวัยวะได้
ศัลยกรรมตกแต่งอาจปรับแต่งขนาดของช่องคลอดให้เล็กลง กระชับขึ้น หรือตกแต่งขนาดของอวัยวะเพศให้ดูสมดุลขึ้นได้ ศัลยกรรมประเภทนี้เรียกว่า Labiaplasty แพทย์จะใช้มีดผ่าตัดหรือใช้เลเซอร์ตกแต่งขนาดของอวัยวะให้มีความสมดุล ด้วยเหตุที่ศัลยกรรมลักษณะนี้คือศัลยกรรมเสริมสวย
สูติ-นรีแพทย์จึงไม่แนะนำให้ทำ ส่วนศัลยกรรมอีกประเภทเรียกว่า Vaginoplasty ศัลยกรรมประเภทนี้จะช่วยตกแต่งช่องคลอดที่หลวม เพราะคลอดบุตรหลายคนให้แคบและกระชับขึ้น สูติ-นรีแพทย์กล่าวว่า ศัลยกรรมประเภทหลังนี้เหมาะสำหรับคุณแม่ที่ช่องคลอดหลวมมาก และใช้เงินค่อนข้างสูง
11. จำเป็นจะต้องได้รับอากาศบริสุทธิ์
เหมือนๆกับส่วนอื่นของร่างกาย ช่องคลอดก็ต้องการอากาศบริสุทธิ์เช่นกัน “ถ้า หากว่านุ่งกางเกงยีนส์ที่คับเกินไป หรือชุดชั้นในที่ทำจากใยสังเคราะห์ อากาศจะถ่ายเทไม่ได้ เพราะฉะนั้นเหงื่อไคลตลอดจนมูกต่างๆจะอบอยู่ ทำให้ติดเชื้อได้ง่าย”
12. มีเสียงระหว่างมีเซ็กซ์
เสียงเหมือนผายลมที่เกิดขึ้นระหว่างมีเซ็กซ์ เกิดจากการสอดใส่อวัยวะเพศชาย “เมื่อ คนรักของคุณสอดใส่อวัยวะเข้าไปจนสุดแล้วชักออก อาจทำให้มีอากาศตกค้างอยู่ในช่องคลอด เมื่ออากาศเคลื่อนตัวออกมาจากช่องคลอด จึงทำให้มีเสียงเกิดขึ้น”
13. อาจคันได้
การที่ผิวหนังแห้ง หรือมีเหงื่อออก หรือการสวมใส่เสื้อผ้าที่คับเกินไป อาจทำให้เกิดอาการคันขึ้นได้ อย่างไรก็ตาม หากว่าอาการคันนั้นรุนแรงและคันอยู่นานเกินกว่าหนึ่งวัน หรือคันภายในช่องคลอด ก็เป็นไปได้ว่า อาจมีสาเหตุมาจากสิ่งอื่น เช่นการติดเชื้อรา หรือเชื้อโรคที่ติดต่อทางเพศสัมพันธ์
14. ขนที่อวัยวะเพศมีเหตุผลรองรับ
“ขนบริเวณอวัยวะเพศมีหน้าที่ป้องกันไม่ให้เกิดการเสียดสีขณะมีเพศสัมพันธ์” นอกจากนี้ขนยังเป็นสิ่งที่กระตุ้นอารมณ์อีก้ดวย อย่างน้อยก็ในช่วงที่มนุษย์ยังอาศัยอยู่ในถ้ำ ที่เป็นเช่นนี้ก็เพราะขนเป็นตัวดักกลิ่น และกลิ่นนี้จะส่งสัญญาณเกี่ยวกับฮอร์โมนไปยังเพศตรงข้ามให้รับรู้
15. ร่างกายอาจสร้างมูกจากช่องคลอดได้ถึงวันละสองช้อนชา
ในช่วงที่ไข่ตก “ระดับฮอร์โมนในร่างกายจะเพิ่มสูงขึ้น เป็นสาเหตุให้มูกจากช่องคลอดมีปริมาณมากขึ้น อาจมากถึงวันละหนึ่งช้อนชา” มูก จากช่องคลอดนี้จะเริ่มต้นจากบริเวณคอมดลูก จากนั้นจะเคลื่อนลงมาตามช่องคลอด และจะกวาดเซลล์ที่ตายแล้วออกมาด้วย และนี่คือวิธีที่ช่องคลอดทำความสะอาดตัวเอง ช่วงเวลาอื่นๆที่เหลือของเดือนเมื่อไม่ได้อยู่ในช่วงไข่ตกมูกจากช่องคลอดจะ มีปริมาณลดลง เหลือเพียงวันละประมาณครึ่งช้อนชาเท่านั้น
16. จำเป็นต้องตรวจสภาพ
ทุกๆสามเดือนคุณควรใช้กระจกส่อง โดยแหวกอวัยวะออกแล้วตรวจดูว่ามีส่วนใดที่โตขึ้นผิดปรกติ เจ็บผิดปรกติ หรือมีสีผิดปรกติบ้างหรือไม่ “แนวโน้มก็คือ คุณคงไม่เจออะไรที่ผิดปรกตรุนแรง สิ่งที่เจออาจเป็นเหมือนสิวหรือผื่นที่เกิดเพราะมีดโกนขน” หากพบอะไรน่าสงสัยให้รีบไปพบนรีแพทย์ทันที
17. การคลอดลูกทำให้ช่องคลอดขยายใหญ่ขึ้นถึงห้าเท่า
ปรกติแล้วช่องคลอดจะมีเส้นผ่าศูนย์กลางน้อยกว่าหนึ่งนิ้ว แต่เมื่อถึงเวลาคลอดลูก มันสามารถจะยืดออกไปได้ใหญ่กว่าเดิมจนเส้นผ่าศูนย์กลางอาจมีขนาดตั้งแต่ 4-5 นิ้ว ทั้งนี้เพื่อให้มีขนาดใหญ่พอที่เด็กจะคลอดออกมาได้ แต่ไม่ต้องกลัว หลังคลอดประมาณหกสัปดาห์ ช่องคลอดก็จะหดตัวกลับ
18. สามารถรองรับอวัยวะเพศชายขนาดไหนก็ได้
เมื่อคุณได้รับการกระตุ้นเร้ามากขึ้น ช่องคลอดก็จะมีขนาดใหญ่ขึ้นตามไปด้วย “ผนังช่องคลอดมีลักษณะเหมือนกระโปรงพลีท กล่าวคือ เมื่อคุณได้รับการกระตุ้นเร้า ผนังของช่องคลอดสามารถยืดตัวออกไปได้สองหรือสามนิ้ว” ในขณะเดียวกัน ความยาวของช่องคลอดก็อาจยืดออกไปได้จนมีความยาวประมาณหกนิ้ว เพราะ ฉะนั้นถ้าหากคนรักของคุณไม่ได้มีอวัยวะใหญ่จนเกินขนาด ช่องคลอดของคุณก็น่าจะรองรับเขาได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อคุณกับเขาใช้เวลาเล้าโลมและใช้สิ่งหล่อลื่นช่วย
19. หลีกเลี่ยงผลิตภัณฑ์ที่มีกลิ่นหอม
สบู่หรือผงซักฟอกที่มีกลิ่นหอม อาจทำให้ผิวเนื้อบริเวณช่องคลอดระคายเคืองได้ “หากผิวเนื้อบริเวณนั้นสัมผัสเข้ากับสารเคมีบางอย่าง มันอาจจะระคายเคืองและเกิดอาการคันขึ้นได้”
เพราะ ฉะนั้นคุณจึงควรทำความสะอาดบริเวณปากช่องคลอดโดยใช้น้ำเปล่า ไม่ใช้สบู่ นอกจากนี้ยังควรเลือกใช้แต่กระดาษชำระที่มีสีขาว ตลอดจนแทมพอนและผงซักฟอกที่ไม่มีกลิ่นหอมอีกด้วย
20. ผู้ชายชอบลักษณะสัมผัส
คุณเคยนึกสงสัยบ้างหรือไม่ว่าผู้ชายรู้สึกอย่างไรเมื่อได้อยู่ในตัวคุณ ผู้ชายโดยทั่วไปมักจะบอกว่าชอบมาก เขาชอบความรู้สึกลื่นๆอุ่นๆและชอบที่โดนกล้ามเนื้อส่วนนั้นของคุณรัดรึงเอา ไว้
21. ประจำเดือนไม่ได้ออกมากอย่างที่คุณคิด
คุณอาจคิดว่าตอนประจำเดือนมาเดือนละครั้ง คุณเสียเลือดไปเป็นลิตร แต่จริงๆแล้วไม่ใช่ ในช่วงมีประจำเดือนแต่ละครั้ง คุณเสียเลือดไปเพียงแค่ประมาณสองสามช้อนโต๊ะเท่านั้น
22. ผู้หญิงบางคนไม่มี
เด็กผู้หญิงที่เกิดมาทุก 4,000-5,000 คน จะมีหนึ่งคนที่เกิดมาโดยไม่มีช่องคลอด ซึ่งถ้าเป็นดังนั้นบ่อยครั้งก็จะไม่มีมดลูกด้วย โชคดีที่ผู้หญิงเหล่านี้สามารถใช้เครื่องถ่างหรือสามารถผ่าตัดสร้างช่องคลอด ได้ เมื่อได้รับการผ่าตัดแล้ว ผู้หญิงเหล่านี้สามารถมีเพศสัมพันธ์ได้เหมือนกับผู้หญิงปกติ
23. ออกกำลังเป็นผลดี
การออกกำลังสามารถช่วยรักษาช่องคลอดมีสุขภาพดีได้ “การฝึกขมิบกล้ามเนื้อบริเวณช่องคลอดที่เรียกว่า Kegel Exercise จะช่วยให้กล้ามเนื้อบริเวณนั้นแข็งแรง กล้ามเนื้อส่วนนั้นคือกล้ามเนื้อที่ช่วยให้คุณกลั้นปัสสาวะหรือช่วยให้ถึง จุดไคลแม๊กซ์” หากฝึกขมิบกล้ามเนื้อบ่อยๆ นานประมาณแค่สองหรือสามเดือน คุณก็จะเห็นผล ช่องคลอดของคุณจะกระชับขึ้นและสามารถมีความสุขเพิ่มขึ้นในเวลามีเซ็กซ์
24. อาจมีอะไรติดค้างอยู่ข้างในได้
อย่าเพิ่งตื่นตระหนกถ้าหากว่ามีอะไรติดอยู่ข้างใน เช่นแทมพอน ห่วงคุมกำเนิด ไดอะแฟรม หรือคอมด้อม ของที่ติดค้างอยู่จะไม่เคลื่อนเข้าไปในมดลูกหรือส่วนอื่นๆของร่างกาย ช่องคลอดเป็นทางตัน ไม่ได้มีลักษณะเหมือนถนนที่มีสองทาง ถ้าหากว่าคุณนั่งยองๆหรือยืน แล้วพยายามใช้มือดึงออก แต่มันไม่ยอมหลุดออกมา คุณควรไปพบสูติ-นรีแพทย์ และคุณก็ไม่ควรจะอายด้วย ทั้งนี้เพราะแพทย์เหล่านี้คุ้นเคยดีกับการมีของแปลกปลอมตกค้างอยู่ในช่อง คลอดของผู้หญิง
25. การมีกลิ่นเป็นเรื่องปรกติ
ช่องคลอดที่มีสุขภาพเป็นปรกติจะมีกลิ่นเล็กน้อย ทั้งนี้กลิ่นจะเป็นแบบไหนขึ้นอยู่กับปัจจัยหลายอย่าง เช่น ขึ้นอยู่กับอาหารที่รับประทาน ขึ้นอยู่กับสารเคมีในร่างกาย หรือขึ้นอยู่กับว่าคุณอยู่ในช่วงไหนของรอบวงจรประจำเดือน ของบางสิ่งอาจทำให้กลิ่นในช่องคลอดแรงขึ้นได้ เช่นการมีเหงื่ออกเยอะๆ กระเทียม หน่อไม้ฝรั่ง กลิ่นน้ำอสุจิของผู้ชายเมื่อมาผสมกับสารคัดหลั่งจากร่างกายคุณ ก็อาจทำให้เกิดกลิ่นไม่พึงปรารถนาได้

มาลองอ่านเรื่องที่สาวๆ มักจะพลาด เกี่ยวกับการดูแลสุขภาพค่ะ
กินผักเพื่อสุภาพ
ที่มาที่ไปของสลัด หรือผักที่คุณสาวๆ ซื้อมานั้น มาจากไหน สาวๆ บางท่านซื้อจาก ร้านอาหารฟาสท์ฟู้ด หรือตามซุปเปอร์มาเก็ต ต้องตรวจเช็กให้ดีถึงความสด และสะอาด รวมไปถึงสารฆ่าแมลงต่างๆ ของผักที่ซื้อด้วยนะคะ ส่วนน้ำสลัดบางชนิด ก็มีไขมันสูงมาก ทางที่ดี ควรเลือกซื้อผักปลอดสารพิษ ซึ่งหาซื้อไม่ยากแล้วในสมัยนี้ เน้นให้หลากหลายชนิด หลายๆ สี และเลือกใช้น้ำสลัดชนดใสจะมีประโยชน์ต่อสุขภาพมากกว่าค่ะ
ดื่มน้ำเพื่อสุขภาพ
การดื่มน้ำเย็นจัด ระหว่าง หรือหลังมื้ออาหารนั้น ทำให้กระเพาะช็อก และทำงานได้ไม่เต็มที่ค่ะ ลองคิดดูว่ากระเพาะของเรา ทำงานไม่เต็มที่ แล้วอาหารที่ทานเข้าไปนั้นจะไปอยู่ที่ไหน คงไม่ต้องพูดถึงน้ำอัดลมเลยค่ะ เพราะนอกจากจะไม่ได้ประโยชน์ใดๆ เลย ยิ่งทำท้องอืดได้ด้วยค่ะ
นอน 8 ชั่วโมงต่อวัน
ที่เราได้ยินๆ มานานว่าควรนอน 8 ชั่วโมงต่อวันนั้น เป็นเพียงค่าเฉลี่ยเท่านั้นค่ะ การนอนนั้นต้องขึ้นกับตัวเราเป็นหลักค่ะ สาวๆ บางคนทำงานหนักมากมาตลอดทั้งวัน ร่างกายก็ต้องการพักผ่อนมากกว่า 8 ชั่วโมงนะคะ และถ้าจะให้ดีต่อสุขภาพ ต้องนอนก่อนเวลาสี่ทุ่มค่ะ ร่างกายจะได้มีเวลาเพียงพอในการซ่อมแซมส่วนที่สึกหรอไปในแต่ละวัน
อาหารจากซุปเปอร์มาร์เก็ต
สาวๆ ที่ไม่ค่อยมีเวลาในการปรุงอาหารเอง มักซื้ออาหาร ที่ง่าย ปรุงเสร็จเรียบร้อยแล้ว จากตามซุปเปอร์มาร์เก็ต ต้องดูให้ดีนะคะ เรื่องของวันหมดอายุ และผงชูรส ทางที่ดีปรุงอาหารเองดีกว่าค่ะ ถ้าไม่มีเวลาจริงๆ หาซื้อที่ปรุงสด ขายกันวันต่อวันดีกว่านะคะ
อาหารมื้อค่ำ
ปาร์ตี้ มื้อค่ำ เป็นสูตรสำเร็จของสาวสมัยนี้เลยก็ว่าได้ค่ะ ที่นัดเพื่อนๆ และเต็มที่กับอาหารมื้อเย็น โดยที่ไม่สนใจมื้อเช้า ซึ่งเป็นมื้อที่สำคัญที่สุดของวัน แบบนี้ก็ถือว่าพลาดอย่างแรงค่ะ ที่จริงแล้วอาหารมื้อเช้าสำคัญมากๆ เพราะร่างกายต้องการพลังงาน และสารอาหารมากที่สุดในช่วงเช้า และช่วงเย็นเป็นช่วงเวลาที่ ร่างกาย และกระเพาะอาหารของเราต้องการพักแล้วค่ะ
รู้แบบนี้แล้วสาวๆ WP ของเราอย่าพลาดกันอีกนะคะ สุขภาพของสาวๆ อย่างเราๆ สำคัญไม่แพ้เรื่องอื่นๆ เลยค่ะ
|
|
|
| ‘สิว’… ในชีวิตหนึ่งคงหาคนที่ไม่เคยเป็นสิวได้น้อย ไม่ว่าจะเป็นสิวเสี้ยน สิวผด สิวอักเสบ เพราะมันเกิดขึ้นได้ง่าย ทั้งจากสาเหตุของฮอร์โมน อาหารการกิน สารเคมีจากเครื่องสำอาง การรักษาความสะอาดของผิวหน้า
เมื่อเกิดปัญหาสิว หนุ่มๆ สาวๆ คงจะมีวิธีการรักษาให้หายโดยง่าย และเร็ว อย่างการเลือกใช้ผลิตภัณฑ์รักษาสิว หรือปรึกษาแพทย์ แต่รู้หรือไม่ว่า สิว อาจทิ้งรอยแผลเป็นที่มีระดับความรุนแรง จนทำให้คุณคิดว่า นี่ไม่ใช่แค่เรื่องสิวๆ! แผลเป็นจากสิวเกิดขึ้นเพราะ เป็นปฏิกิริยาที่ตอบสนองต่อการหายของแผลหลังจากเกิดการอักเสบ โดยการสร้างเนื้อเยื่อชั้นใต้ผิวหนังขึ้นมามากกว่าปกติ แบ่งเป็น 4 ระดับ
แผลเป็นจากสิวเกรด 1 : มีความรุนแรงน้อยที่สุด เป็นเพียงรอย จุดแดงๆ หรือด่าง เรียบแบน ไม่นูน สังเกตเห็นได้ยาก แผลเป็นจากสิวเกรด 2 : เป็นจุดนูนเล็ก ลักษณะอ่อนนุ่ม มีจำนวนไม่มาก สังเกตเห็นได้ง่ายกว่าเกรด 1 แต่สามารถใช้การแต่งหน้าปกปิดได้ แผลเป็นจากสิวเกรด 3 : เห็นขอบแผลได้ชัดเจน อาจเป็นทั้งนูน หรือเป็นหลุม มักพบร่วมกับแผลเป็นเกรด 1 ไม่สามารถแต่งหน้าเพื่อปกปิดรอยแผลได้ แผลเป็นจากสิวเกรด 4 : ระดับนี้มีความรุนแรงที่สุด เพราะขอบแผลจะยกนูน หรือเป็นหลุมลึกกว้าง มีลักษณะแข็ง สามารถมองเห็นได้อย่างชัดเจน การแต่งหน้าก็ไม่อาจปกปิดรอยแผลเป็นระดับนี้ได้ ทีนี้ลองสังเกตดูว่า รอยแผลเป็นที่เกิดจากสิวบนใบหน้าของคุณอยู่ในระดับใด แล้วมาศึกษาวิธีทางการแพทย์ในการรักษาแผลเป็นนั้น การรักษาแผลเป็นเกรด 1 : ทำได้ทั้งการใช้เวลาให้หายไปเอง หรือการทาครีมบำรุงผิวที่มีขายตามท้องตลาด บางครั้งอาจใช้วิธีกรอหน้าชนิดตื้น หรือใช้พลังงานแสงรักษา การรักษาแผลเป็นเกรด 2 : การใช้พลังงานแสงกลุ่มเลเซอร์ ที่ไม่ทำเกิดแผล ยิงเพื่อให้ผิวมีการสร้างเนื้อเยื่อขึ้นมาใหม่ หรือฉีดสารคอลลาเจน เติมเต็มส่วนที่เป็นหลุม หรือใช้วิธีการกรอด้วยหัวเข็มตกแต่งบริเวณแผลเป็น การรักษาแผลเป็นเกรด 3 : เป็นการรักษาที่ค่อนข้างรุนแรง และจะทิ้งรอยแผลหลังการรักษา วิธีนี้จะใช้การกรอผิวชนิดลึก การฉีดสารเติมเต็มในกรณีที่เป็นหลุมลึกกว้าง หรือผ่าตัดโดยการใช้เข็มตัดพังผืดใต้ผิวหนัง การรักษาแผลเป็นเกรด 4 : การรักษาในระดับนี้จะใช้กับแผลที่เป็นหลุม และไม่เรียบเอามากๆ จะใช้วิธีการดึงหน้า หรือแต้มกรดบางอย่าง รวมทั้งการกรอหน้า และการย้ายไขมันจากส่วนที่มีมากมาฉีดลงมนส่วนที่เป็นหลุม อย่างไรก็ตาม คนส่วนใหญ่มักจะมีปัญหาแผลเป็นจากสิวในระดับที่มีความรุนแรงน้อยที่สุด ดังนั้นการรักษาจึงสามารถทำได้ด้วยตนเอง ค่าใช้จ่ายไม่มาก มีผลข้างเคียงหรืออันตรายน้อยกว่าแบบอื่นๆ แต่หากมีปัญหาแผลเป็นในระดับอื่นๆ ที่รุนแรงกว่า ควรปรึกษาแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ มีประสบการณ์ หรือตามสถาบัน คลินิกที่ได้รับการรับรองคุณภาพและความปลอดภัยอย่างถูกต้อง เพื่อคุณจะได้รักษาแผลเป็น แก้ปัญหาผิวหน้าอื่นๆ ได้อย่างถูกวิธี และปลอดภัย ส่วนการดูแลผิวหน้า ถือเป็นการป้องกันการเกิดสิวได้ด้วยตัวคุณเอง เพียงแค่ล้างหน้าสะอาด โดยเลือกใช้ครีมหรือโฟมให้เหมาะกับสภาผิว จากนั้นเช็ดด้วยโทนเนอร์ และทามอยซ์เจอร์ไรเซอร์ทั้งเช้า-เย็น ยิ่งถ้าวันไหนแต่งหน้าควรเช็ดเครื่องสำอางออกให้หมด และล้างให้สะอาด หาเวลาขัดผิวหน้าเพื่อขจัดเซลล์ผิวที่ตายแล้วให้หลุดออกเพื่อทำให้ผิวหน้าสดใส ที่สำคัญต้องไม่ลืมทาครีมกันแดด ป้องกันผิวหมองคล้ำจากรังสียูวีในจากแดดที่ร้อนจ้า ด้านอาหารการกิน ก็ยังสมารถช่วยลดการเกิดสิวลงได้ เพราะกินอย่างไร ก็จะได้อย่างนั้น จึงควรทานอาหารให้ครบทั้ง 5 หมู่ โดยเฉพาะผักสด ผลไม้ ที่มีสารต่อต้านริ้วรอย การดื่มน้ำอย่างน้อยวันละ 8 แก้ว เพื่อช่วยให้ผิวพรรณชุมชื้น ไม่ดื่มชา กาแฟ เกินวันละ 3 แก้ว เพราะสารคาเฟอีนขัดขวางการดูดซับสารอาหาร ทำให้ผิวหมองคล้ำ และอาจส่งผลต่อสุขภาพผิวในระยะยาว ทั้งยังมีทาร์ และนิโคตินในบุหรี่ ตัวร้ายทำให้ผิวแห้งกร้าน ที่ละเลยไม่ได้ คงจะเป็นการพักผ่อนให้เพียงพอ เพื่อให้ผิวได้ผ่อนคลาย และฟื้นฟูสภาพผิว ทำจิตใจให้ร่าเริงแจ่มใส มีสุขภาพจิตที่ดี จะไม่ทำให้หน้าแก่เกินวัย หรือเหี่ยวเร็ว. |
โรคภูมิแพ้ หรือโรคแพ้ (Allergy) เป็นภาวะที่ภูมิของร่างกายมีปฏิกิริยากับโปรตีนหรือสารก่อภูมิแพ้ (Allergen) จาก สิ่งแวดล้อม ซึ่งปกติจะไม่มีอันตรายสำหรับผู้ที่ไม่แพ้
อาจกล่าวง่ายๆ ได้ว่า สารก่อภูมิแพ้เปรียบเสมือนเป็นตัวกระตุ้น ทำให้ผู้ป่วยเกิดอาการของโรคภูมิแพ้ ซึ่งสารนี้อาจเข้าสู่ร่างกายทางระบบหายใจ การรับประทานอาหาร การสัมผัสทางผิวหนัง ตา หู จมูก หรือโดยการฉีดผ่านทางผิวหนัง ตัวอย่างสารก่อภูมิแพ้ที่พบในบ้าน เช่น ไรฝุ่น แมลงสาบ ขนสัตว์เลี้ยง และเชื้อรา สำหรับสารก่อภูมิแพ้นอกบ้านที่พบได้บ่อย เช่น เกสรหญ้า เกสรดอกไม้ ควัน และฝุ่นจากมลภาวะต่างๆ เป็นต้น
โรคภูมิแพ้สามารถเกิดได้กับคนทุกเพศทุกวัย จากการสำรวจพบว่า เด็กอายุ 5 ถึง 15 ปี เป็นช่วงอายุที่เป็นโรคนี้มากกว่าช่วงอายุอื่นๆ เนื่องจากเป็นช่วงเวลาที่โรคแสดงออกหลังจากได้รับ “สิ่งกระตุ้น” มานานเพียงพอ อย่างไรก็ตามบางคนอาจเริ่มเป็นโรคนี้เมื่อโตเป็นผู้ใหญ่แล้วก็ได้
โรค ภูมิแพ้ไม่ใช่โรคติดต่อ แต่สามารถถ่ายทอดทางพันธุกรรมได้ ผู้ที่มีประวัติภูมิแพ้ในครอบครัว เช่น พ่อแม่ พี่น้อง ก็เป็นเครื่องบ่งชี้ว่าจะเป็นโรคภูมิแพ้ได้ง่ายกว่าคนปกติทั่วไป และเด็กผู้ชายก็มีโอกาสเป็นโรคภูมิแพ้มากกว่าเด็กผู้หญิง ถ้าหากพ่อหรือแม่เป็นโรคภูมิแพ้ ลูกจะมีโอกาสเป็นโรคภูมิแพ้ได้ถึงร้อยละ 30 แต่หากทั้งพ่อและแม่เป็นโรคภูมิแพ้ ลูกจะมีโอกาสเป็นโรคภูมิแพ้ได้มากถึง 50-60%
นอก จากนี้สิ่งแวดล้อมของเด็กในขวบปีแรกก็สำคัญมาก การสัมผัสควันบุหรี่ ไรฝุ่น เกสรดอกไม้ สะเก็ดรังแคสัตว์เลี้ยง การใช้ยาปฏิชีวนะ การติดเชื้อไวรัสในวัยเด็ก รวมถึงการรับประทานอาหารสำเร็จรูปทั้งหมดเหล่านี้ล้วนก่อให้เกิดโรคภูมิแพ้ ได้ทั้งสิ้น ถึงแม้ว่าโรคนี้จะสามารถถ่ายทอดทางพันธุกรรมได้ แต่สำหรับคนที่ไม่เคยสัมผัสกับสารก่อภูมิแพ้มาก่อนก็จะไม่แสดงอาการของ โรคออกมา โดยทั่วไปแล้วอาการของโรคจะเกิดก็ต่อเมื่อได้รับสารที่สามารถกระตุ้นให้เกิด ปฏิกิริยาภูมิไวเกินในร่างกาย
การ ได้รับสารก่อภูมิแพ้จะต้องได้รับในปริมาณที่มากและระยะเวลานานพอที่จะ กระตุ้นให้ร่างกายเกิดปฏิกิริยาดังกล่าว ซึ่งอาการของโรคจะมากขึ้นเมื่อภูมิต้านทานในร่างกายลดต่ำลง เช่น ขณะเข้าสู่ช่วงวัยรุ่น การติดเชื้อ หรือในขณะตั้งครรภ์ เป็นต้น
โรค ภูมิแพ้เป็นกลุ่มของโรคที่มีอาการแสดงได้หลายระบบ ผู้ป่วยที่เป็นโรคนี้อาจเกิดอาการในอวัยวะเดียวหรือหลายอวัยวะร่วมกันก็ได้ ซึ่งโดยทั่วไปแล้วโรคภูมิแพ้สามารถแบ่งได้ตามอวัยวะที่เกิดโรคได้เป็น 4 โรคคือ
1. โรคโพรงจมูกอักเสบจากภูมิแพ้ หรือ โรคแพ้อากาศ อาการที่พบบ่อย ได้แก่ คันในจมูก จามติดกันหลายๆ ครั้ง มีน้ำมูกไหลมาก คัดแน่นจมูก นอกจากนี้อาจมีอาการอื่นร่วมด้วย เช่น หูอื้อ ปวดมึนศีรษะ มีเสมหะติดในลำคอ เป็นต้น
2. โรคตาอักเสบจากภูมิแพ้ หรือเยื่อบุตาอักเสบจากการแพ้ มักมีอาการแสบตา คันตา ตาแดง น้ำตาไหลมาก ขยี้ตาบ่อย และเปลือกตาบวม เป็นต้น
3. โรคหอบหืด ผู้ป่วยที่เป็นโรคนี้จะมีอาการไอ หอบ แน่นหน้าอก หายใจเสียงดัง อาจจะเกิดขึ้นในขณะที่ออกกำลังกาย ตอนกลางคืน หรือในขณะที่เป็นหวัดก็ได้
และ
4. โรคผื่นภูมิแพ้ผิวหนัง ผู้ป่วยจะมีผื่นคัน ผิวหนังแห้งแดง และมักจะเป็นเรื้อรัง พบบ่อยมากที่บริเวณใบหน้า ข้อพับแขนและขา นอกจากนี้อาจเกิดลมพิษ ผื่นนูน บวม และคันตามผิวหนังส่วนต่างๆ บางรายอาจมีอาการบวมที่ใบหน้าหรือริมฝีปากด้วย โรคผื่นแพ้ผิวหนังมักเกิดจากการสัมผัสสารที่ก่อให้เกิดการแพ้ เช่น ผงซักฟอก ยาย้อมผม เครื่องสำอาง และโลหะ เป็นต้น
สำหรับ ผู้ที่แพ้อาหารบางชนิดจะเกิดอาการแพ้ได้หลายระบบ เช่น ระบบผิวหนังทำให้เกิดลมพิษ ระบบหายใจทำให้คัดจมูก น้ำมูกไหล หอบ ระบบทางเดินอาหารทำให้เกิดอาการปวดท้อง อาเจียน และท้องเสีย เป็นต้น อาหารที่เป็นสาเหตุของการแพ้ที่พบได้บ่อย คือ นมวัว ไข่ อาหารทะเล และถั่วลิสง
ในประเทศไทยโรคภูมิแพ้จัดเป็นโรคที่พบบ่อยที่สุดโรคหนึ่ง จากการศึกษาพบว่ามีอัตราความชุกอยู่ระหว่าง 15-45% โดยประมาณ ปัจจุบันอัตราชุกของโรคนี้มีเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ซึ่งโรคโพรงจมูกอักเสบจากภูมิแพ้มีอัตราชุกสูงสุดในกลุ่มโรค เนื่องจากมีอัตราการถ่ายทอดทางพันธุกรรมสูงที่สุด นั่นหมายความว่าประชากรเกือบครึ่งหนึ่งของประเทศมีปัญหาเกี่ยวกับโรคภูมิแพ้ อยู่
ที่มา : หนังสือพิมพ์แนวหน้า
|
|||
|

Holiday Palace น้ำจำเป็นต่อร่างกายอย่างไร
น้ำเป็นปัจจัยสำคัญต่อการดำรงชีวิตของมนุษย์ หรือสัตว์ ร่างกายต้องการน้ำสะอาดอย่างน้อย
วันละ 6 – 8 แก้ว ทำหน้าที่เป็นตัวทำละลาย และพาสารอาหารต่าง ๆ รวมทั้งออกซิเจน
ไปยังส่วนต่าง ๆ ของร่างกาย รวมทั้งควบคุมอุณหภูมิ ขับของเสียออกจากร่างกาย
และหน้าที่อื่น ๆ อีกมากมาย
น้ำประปาผลิตมาได้อย่างไร
น้ำประปา เป็นน้ำที่ผ่านขบวนการต่าง ๆ หลายขั้นตอน กว่าจะเป็นน้ำประปาซึ่งสะอาด ปราศจาก
เชื้อโรคต่าง ๆ และให้บริการถึงบ้านประชาชน ขั้นตอนการผลิต เริ่มด้วยการสูบน้ำดิบจากแหล่งน้ำ
ธรรมชาติมาปรับปรุงคุณภาพน้ำเบื้องต้นก่อน ด้วยการเติมสารเคมี เช่น สารส้ม และปูนขาว เพื่อช่วย
ให้มีการจับตัวของตะกอนได้ดียิ่งขึ้น Holiday Palace แล้วส่งผ่านไปยังถังตะกอน ตะกอนขนาดใหญ่น้ำหนักมากจะ
ตกลงสู่ก้นถัง เป็นการกำจัดสิ่งปนเปื้อนต่าง ๆ ที่รวมอยู่ในตะกอนออกไป ได้แก่ ความขุ่น จุลินทรีย์ ฯลฯ
ส่วนน้ำใส จะส่งผ่านไปสู่กระบวนการกรองที่มีประสิทธิภาพสูง เพื่อกำจัดตะกอน และจุลินทรีย์
ส่วนที่ยังคงเหลืออยู่ในน้ำ ทำให้น้ำมีความใสมากขึ้น และในขั้นตอนสุดท้าย น้ำจะถูกนำไปผ่าน
ขบวนการฆ่าเชื้อโรคด้วยคลอรีน เพื่อให้น้ำสะอาด สามารถดื่มได้อย่างปลอดภัย
มั่นใจได้อย่างไรว่าน้ำประปา “สะอาด ปลอดภัย”
ทุกขั้นตอนในระบบการผลิตก่อนจ่ายน้ำสู่เส้นท่อ เพื่อให้บริการแก่ประชาชนในระบบเส้นท่อ
และจากบ้านเรือนผู้ใช้น้ำ จะมีนักวิทยาศาสตร์ ทำการสุ่มเก็บตัวอย่างน้ำตรวจวิเคราะห์คุณภาพ
เป็นประจำ เพื่อการควบคุมคุณภาพน้ำประปา ให้ได้ตามเกณฑ์คุณภาพน้ำดื่มของ
องค์การอนามัยโลก (WHO) และเป็นการสร้างความมั่นใจให้ประชาชนได้ดื่มน้ำสะอาด ปลอดภัย
น้ำมีกลิ่นคลอรีนอันตรายหรือไม่
ระบบประปาในประเทศไทยส่วนใหญ่ ใช้สารคลอรีนเพื่อฆ่าเชื้อโรคในน้ำ และเหลือคลอรีนตกค้าง
ในปริมาณที่พอเหมาะ ตามเกณฑ์คุณภาพน้ำดื่มขององค์การอนามัยโลกกำหนด จึงไม่เป็นอันตราย
ต่อสุขภาพ หรือทำให้เจ็บป่วย กลิ่นคลอรีนในน้ำแสดงถึงความปลอดภัย ยืนยันได้ว่าน้ำนั้นสะอาด
ปราศจากเชื้อโรค หากไม่ชอบกลิ่นคลอรีน ก็สามารถกำจัดได้ง่าย โดยรองน้ำใส่ภาชนะสะอาด
ตั้งทิ้งไว้ 20 – 30 นาที แล้วจึงนำไปดื่ม หรือนำไปต้มโดยเปิดฝากาไว้ กลิ่นคลอรีนก็จะระเหยหมดไปเอง
น้ำประปาปราศจากเชื้อโรคจริงหรือไม่
น้ำประปาที่ผ่านการฆ่าเชื้อโรคด้วยคลอรีนแล้ว จะไม่มีสิ่งมีชีวิตพวกเชื้อโรคปนเปื้อนอยู่
และจะมีคลอรีนเหลืออยู่ในน้ำอีกส่วนหนึ่ง ที่จะทำหน้าที่ฆ่าเชื้อโรค ที่อาจจะปนเปื้อน
ระหว่างการจ่ายน้ำผ่านท่อประปา แต่ถ้าภาชนะรองรับน้ำในบ้านสกปรกมาก คลอรีนหลงเหลือ
ก็ไม่สามารถฆ่าเชื้อโรคที่มีอยู่ได้ ดังนั้น ภาชนะที่รองรับน้ำประปาเป็นสิ่งสำคัญ ต้องมีความ
สะอาดด้วย จึงจะทำให้น้ำประปาสะอาดเมื่อนำไปดื่ม Holiday Palace
ผลดีของการดื่มน้ำประปา
- มั่นใจได้เรื่องความสะอาด และความปลอดภัยต่อสุขภาพ
มีนักวิทยาศาสตร์ตรวจวิเคราะห์น้ำประปาสม่ำเสมอ
- ช่วยประหยัดค่าใช้จ่ายในการซื้อน้ำดื่มบรรจุขวด
ซึ่งแพงกว่าน้ำประปาถึง 1,000 เท่าแต่คุณภาพดีเท่ากัน
- ช่วยลดปัญหาของสิ่งแวดล้อมจากขยะขวดพลาสติก ซึ่งยากแก่การทำลาย
- น้ำประปาส่งถึงบ้านไม่ต้องลำบากในการหาซื้อ อีกทั้งต้องเสียแรงงานและเวลา
- น้ำประปาสะอาดและราคาถูกที่สุด
แสดงหน้าที่นั่งในเขตพระราชฐาน ข้างนอกก็แสดงได้ เท่าที่ปรากฏในหนังสือต่างๆ และภาพจิตรกรรมฝาผนัง มีอยู่ ๕ อย่าง คือ ระเบ็ง โมงครุ่ม กุลาตีไม้แทงวิสัย และกระอั้วแทงควาย ผู้เล่นเป็นชายล้วน มีครั้งเดียวในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เมื่อ พ.ศ. ๒๔๑๕ โปรดเกล้าฯ ให้ผู้หญิง คือ นางเถ้าแก่เล่นระเบ็งแทนชาย ในงานโสกันต์ พระเจ้าน้องยาเธอและพระเจ้าน้องนางเธอ ๕ พระองค์ มีปรากฏในพระราชนิพนธ์โคลงดั้นเรื่องโสกันต์

การเล่นกุลาตีไม้
กุลาตีไม้
บทร้องประกอบมีว่า
ศักดานุภาพล้ำ แดนไตร
สิทธิครูมอบให้ จึงแจ้ง
ฤทธาเชี่ยวชาญชัย เหตุใคร นาพ่อ
พระเดชพระคุณปกเกล้า ไพร่ฟ้าอยู่เย็น

การเล่นระเบ็ง
ระเบ็ง
การแต่งกาย ผู้เล่นเป็นกษัตริย์น้อยใหญ่ แต่งกายเหมือนกันทุกคน นุ่งสนับเพลา นุ่งผ้าเกี้ยว สวมเสื้อคอตั้งแขนยาว ปล่อยชายไว้นอกผ้านุ่ง มีผ้าคาดพุง ศีรษะสวมเทริด มือถือธนู
ผู้เล่นเป็นพระกาลแต่งกายได้ ๒ แบบ คือ เครื่องแต่งตัวเหมือนผู้เล่นเป็นกษัตริย์น้อยใหญ่ สวมเสื้อครุยทับ ศีรษะสวมลอมพอก (ชฎาเทวดาตลก สีขาว ยอดแหลมสูง) หรือแต่งตัวยืนเครื่อง ทรงเครื่องเหมือนกษัตริย์ในละครรำ แต่ไม่สวมเสื้อ
การเล่นในสมัยก่อนใช้ฆ้อง ๓ ใบเถา เรียกว่า “ฆ้องระเบง” ตีรับท้ายคำร้องทุกๆ วรรค โดยตีลูกเสียงสูงมาหาต่ำ จากต่ำมาหาสูง ปรากฏในพระราชนิพนธ์โคลงดั้น เรื่อง “โสกันต์” ต่อมาใช้ปี่พาทย์บรรเลง เริ่มต้นจะบรรเลงเพลง “แทงวิสัย” ซึ่งเป็นจังหวะที่เหมาะกับการเต้นของผู้เล่นเป็นกษัตริย์น้อยใหญ่ ซึ่งจะมีจำนวนเท่าไรก็ได้ให้พอกับเวทีหรือสนามที่เล่น เมื่อเต้นไปสุดเวที ผู้เล่นที่อยู่หัวแถวจะร้องต้นบทว่า “โอละพ่อถวายบังคม” ผู้เล่นทั้งหมดจะร้องรับพร้อมๆ กันว่า “โอละพ่อถวายบังคม” ผู้เล่นทำท่าถวายบังคมไปด้วย เป็นการรำถวายบังคมพระเจ้าแผ่นดิน
ต่อจากรำถวายบังคมแล้ว ผู้เล่นจะแปรแถวอย่างเป็นระเบียบ แล้วผู้เล่นก็ร้องบทต่อไปลุกขึ้นเต้น ปากก็ร้องบทไปเรื่อยๆ เมื่อยกขาขวาจะทำท่าเอาลูกธนูตีลงไปบนคันธนู วางขาขวา ยกขาซ้าย เหยียดมือขวาออกไปข้างตัวจนสุดแขนเป็นท่าง้างธนู จนกระทั่งมาพบพระกาล ตัวอย่างบทถวายบังคมตอนหนึ่งมีว่า
โอละพ่อขอถวายบังคม
โอละพ่อประนมกรทั้งปวง
โอละพ่อบัวตูมทั้งปวง
โอละพ่อบัวบานทั้งปวง ฯลฯ
มีบทเดินดง ชมนก ชมไม้ บทปะทะ พบพระกาล บทพระกาลสาป และบทคืนเมือง

การเล่นโมงครุ่ม หรือมงครุ่ม
โมงครุ่ม (มงครุ่ม)
เมื่อผู้ตีโหม่งให้สัญญาณผู้เล่นเข้าประจำที่แล้ว คนตีโหม่งจะร้อง”อีหลัดถัดทา” และตีโหม่ง ๒ ทีแล้วบอกท่าต่างๆ ผู้เล่นจะยักเอวซ้ายที ขวาที จะร้อง “ถัดถัดท่า ถัดท่าท่าถัด” จนกว่าคนตีโหม่งจะให้สัญญาณเปลี่ยนท่า ผู้ตีโหม่งจะรัวสัญญาณให้ผู้เล่นหยุดยืนอยู่กับที่ด้วยวิธีร้องบอกว่า “โมงครุ่ม” ตีโหม่ง ๒ ที (มงๆ) ผู้เล่นจะใช้ไม้กำพตตีหนังกลอง ซ้ายที ขวาที (ดังครุ่มๆ) ผู้ตีโหม่งจะรัวสัญญาณให้ผู้เล่นหยุด แล้วบอกท่าใหม่ ท่าที่เล่นมีมากมายหลายท่า เช่น ท่าบัวตูม ท่าบัวบาน ท่าลมพัด ท่ามังกรฟาดหาง พระจันทร์ทรงกลด เมขลาล่อแก้ว รามสูรขว้างขวาน ฯลฯ สมเด็จเจ้าฟ้ากรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์ทรงพระนิพนธ์ท่ารำโบราณไว้ในสาส์นสมเด็จ การเล่นแบบนี้บางท่านเรียก “อีหลัดถัดทา” ที่เรียกว่าโมงครุ่ม สันนิษฐานว่าคงจะเรียกชื่อตามเสียงโหม่งและเสียงกลองที่ดัง
| ไพ่ทาโร่ห์หรือไพ่ยิปซี เป็นที่รู้จักกันมายาวนานตั้งแต่พุทธศตวรรณที่ 20 เป็นต้นมา ในอดีตไพ่ทาโร่ต์เป็นที่รู้จักกันในรูปแบบของเกม การละเล่น แต่สำหรับประเทศอาณานิคมของอังกฤษไพ่ทาโร่ต์ถูกใช้ในการทำนายดวงชะตาราศีซึ่งเชื่อกันว่ามีความแม่นยำเป็นเป็นเหมือนลายแทงชีวิตที่บอกความเป็นไปของทุกช่วงชีวิตตั้งแต่เกิดไปจนตาย
ไพ่ทาโร่ต์ที่ใช้ทำนายกันอยู่ในปัจจุบันและเป็นที่รู้จักกันอย่างแพร่หลายคือไพ่ทาโร่ต์ Raider – Waite ซึ่ง 1 ชุดมี 78 ใบ แบ่งเป็นชุดใหญ่ 22 ใบ บอกเหตุการณ์ที่ต้องเกิด เป็นตัวกำหนดชะตาชีวิต ซึ่งถือว่าเป็นไพ่ที่มีความสำคัญมาก และชุดย่อย 56 ใบ หมายถึงสิ่งที่ผ่านเข้ามาในแต่ละช่วงชีวิต
การวางไพ่สำหรับทำนายที่ได้รับความนิยมมากที่สุดคือการวางไพ่แบบ เซลติกครอส ซึ่งจะใช้ดูเหตุการณ์ในปัจจุบัน ![]() ตำแหน่งและความหมายของไพ่ ตัวอย่างไพ่และคำทำนายบางส่วน ![]() ไพ่ The Fool ![]() ไพ่ The Lovers ![]() ไพ่ Death ![]() ไพ่ The Hanged Man ![]() ไพ่ The Emperor ชีวิตมีขึ้นมีลง ไพ่ทาโร่ต์อาจจะลิขิตชะตาชีวิตของเจ้าชะตา และเราสามารถลิขิตทางเดินชีวิตของเราเองได้ เดินทางถูกชีวิตก็ราบรื่นและประสบความสำเร็จได้เช่นกัน |

เคยสงสัยมั้ยว่าทำไมใครๆถึงพากันคิด ว่า หิ่งห้อยมักจะอยู่ใต้ต้น ลำภู เท่านั้น เอ๊ะ ! หรือว่าจริงๆแล้ว หิ่งห้อยก็อยู่ในทุกๆที่เพียงแต่เราไม่เคยสังเกตุมันเท่านั้นเอง จริงๆแล้วคำตอบของมันก็เพราะ
หิ่งห้อยคืออะไร
หิ่งห้อย มีชื่อสามัญเป็นภาษาอังกฤษว่า Firefly หิ่งห้อย แมลงปีกแข็งที่สามารถเรืองแสงได้ในเวลากลางคืน มักอาศัยใกล้แหล่งน้ำที่สะอาดตามต้นไม้ริมน้ำ เช่น ต้นกกและต้นลำพู
เพราะอะไรหิ่งห้อยจึงกะพริบ
เมื่อ หิ่งห้อยหนุ่มพบหิ่งห้อยสาวที่หมายปอง มันก็จะกระพริบแสงเป็นจังหวะของมัน ถ้าหิ่งห้อยสาวพอใจก็จะกระพริบตอบด้วยจังหวะเดียวกัน จากนั้นทั้งสองก็ผสมพันธ์ เมื่อหิ่งห้อยสาวตั้งท้องและวางไข่มันก็จะตายจากไปแสงของหิ่งห้อยเกิดจากสาร เรืองแสงในตัวของมัน ซึ่งเปล่งออกมาบริเวณปลายปล้องท้อง และในอดีตคนเรายังใช้แสงหิ่งห้อยเป็นเครื่องนำทางสร้างความสวยงามให้กับ ธรรมชาติในยามค่ำคืน
หิ่งห้อยทำไมถึงอยู่ต้นลำพู
หิ่งห้อย ไม่ได้อยู่เพียงแต่ต้นลำพู เพียงเพราะว่า หิ่งห้อยตัวเต็มวัยไม่กินอาหารเพียงแต่กินน้ำหรือน้ำค้างที่เกาะอยู่ตาม ใบไม้ ต้นลำพูเป็นพืชที่มีขนที่ใบจึงทำให้น้ำค้างเกาะอยู่จำนวนมาก ซึ่งเป็นอาหารของหิ่งห้อยอย่างดี
เรืองแสงสีสวยงดงามที่บริเวณส่วนก้นของมันได้อย่างไร … จริงไหม
หิ่งห้อย ไทยชอบอาศัยอยู่ตามพุ่มไม้ หรือตามพื้นที่ชุ่มชื้นใกล้หนองน้ำ หรือลำธารที่มีน้ำใสสะอาด โดยเฉพาะป่าชายเลนที่มีแหล่งอาหารสมบูรณ์ เพราะลูกหิ่งห้อยเป็นหนอนตัวน่าเกลียดในน้ำ จับสัตว์น้ำอื่นกิน
ประเทศอื่นๆที่มีหิ่งห้อย ในยุโรป ออสเตรเลีย อเมริกา และอาฟริกา คงจะไม่มีต้นลำพูเหมือนบ้านเรา แต่อาจจะมีต้นโกงกางบ้าง..ต้นไม้ขึ้นใกล้น้ำ-ชนิดอื่นๆ-บ้าง
เคยเห็นหิ่งห้อยเป็นพันๆตัวในเวลากลางคืนที่ริมพรมแดนไทย-พม่าด้านที่ไม่ติดกับแม่น้ำด้วยซ้ำไป
เพียงแต่มีคลองน้ำใสเล็กๆไหลผ่าน..และอาจจะมีสระเลี้ยงปลาที่สะอาดจากน้ำธรรมชาติ
และแถวนั้นไม่มีต้นลำพูและโกงกาง แน่นอน(เพราะน้ำจืดสนิท-ไม่ใช่น้ำกร่อย)
จึงยืนยันได้ว่า..ต้นลำพูและหิ่งห้อย..เป็นความบังเอิญหรือความจำเป็นของชาวประชาหิ่งห้อยแถวอำพวาเท่านั้น
ธรรมชาติของหิ่งห้อย ในเวลากลางวันหิ่งห้อยจะหลบซ่อนตัวอยู่ตามพงหญ้าหรือวัชพืช หรือหลบตามกาบไม้ซอกไม้ต่างๆ
ที่สำคัญ บริเวณนั้นต้องไม่มีมลพิษจากสิ่งแวดล้อมมากมายนัก
จึงเป็นตัวชี้อันหนึ่งว่า..ถ้ามีหิ่งห้อย สภาพแวดล้อมก็ยังดีอยู่..
แต่คงไม่ใช่เอาเรื่องนี้ เพียงเรื่องเดียวมาเป็นเครื่องวัดระบบนิเวศน์ เพราะ จริงๆแล้ววัฏจักรของหิ่งห้อยมีมากกว่านั้นมากมายนัก







